“ออฟโรด” เปิดชีวิตสุดลำบาก ท่องคำว่า “อดทน” ได้เปลี่ยนชีวิตตัวเอง

หยิบมาเล่า

“ออฟโรด” เปิดชีวิตสุดลำบาก ท่องคำว่า “อดทน” ได้เปลี่ยนชีวิตตัวเอง

บทเรียนชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร! “ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล” เปิดใจผ่าน WOODY TALK ชีวิตวัยเด็กสุดลำบาก บ้านล้มละลาย เดินขายแหนม 10 กิโลฯ เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก จนหล่อหลอมเป็นพลังสู้ไม่ถอยใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้ พร้อมเบื้องหลังความผูกพัน 5 ปีกับ “ต้าห์อู๋” ที่ต่างขั้วแต่เติมเต็ม

ชีวิตที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง ?

ออฟโรด: เรียนรู้และเติบโตเยอะมาก คือผมไม่ใช่เป็นคนที่มาสายวงการตั้งแต่แรก ค่อนข้าง Introvert มาก ๆ แล้วก็จบ Finance เรียนแบบวิชาการมาตลอด ไม่เคยรู้เรื่องการร้องและเต้น แต่ตอนนี้ต้องมาอยู่ในเส้นทางการทำงานในวงการ ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ เริ่มเรียนใหม่ เรียนรู้ชีวิตใหม่หมดเลย ก็ค่อนข้างที่ทรหดอดทนเหมือนกันครับ

ระหว่าง Introvert กับ Extrovert คิดว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน ?

ออฟโรด: ผมเป็น Introvert

คุณเป็นมนุษย์ดินที่ข้อมูลสำคัญมาก ?

ออฟโรด: ผมชอบเรื่องของ Compound Interest ถึงเลือกเรียนไฟแนนซ์ เพราะว่าชีวิตของคน ๆ หนึ่งสามารถเปลี่ยนได้ด้วย Compound Interest เราอยากมั่งคั่งอยากรวยบ้าง อยากรู้ว่าต้องทำยังไงถึงไปสู่เส้นทางนั้นได้

Compound Interest คืออะไร ทำไมเราควรจะรู้ไว้ ชีวิตจะดีขึ้นเพราะสิ่งนี้ ?

ออฟโรด: เหมือนกับการเล่นเกม สมมุติมีเงินอยู่ 100 บาท แล้ววันนี้ได้เงินมา สมมุติดอกเบี้ย 2% ก็คือ 2 บาท ได้มาเป็น 102 บาท ณ วันนี้ทุนของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 102 บาท แล้วปีหน้า 2% เท่าเดิม ก็จะทบจาก 102 บาท ไปเป็นแบบ 104, 106, 108 บาทก็จะทบไปเรื่อย ๆ นี่แหละคือ Compound Interest แบบง่าย ๆ ครับ

ถ้าเกิดเราไม่ได้ศึกษาหรือไม่เข้าใจเรื่องนี้จะเกิดอะไรขึ้น ?

ออฟโรด: น่ากลัวมาก จะถูกเงินเฟ้อกินไป จะจนลงโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะคิดว่ามีเงิน 1 ล้านบาท วันนี้คิดว่ารวยแล้ว แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ข้าวไข่เจียวอาจจะอยู่ที่ 20 บาท สมมุติมีเงิน 100 บาท สามารถซื้อไข่เจียวได้ 5 จาน แต่ ณ วันนี้อาจจะกินข้าวไข่เจียวได้แค่ 2 จาน ซื้อของน้อยลง ความรวยน้อยลง แล้วถ้าต่อไปถือเงิน 100 บาทซื้อไข่เจียวได้แค่จานเดียว หรือซื้อไม่ได้ คือความน่ากลัวเท่ากับเงิน 1 ล้านบาท ที่คุณมี คุณไม่ได้รวย แต่ถูกเงินเฟ้อกัดกินไปเรื่อย ๆ นี่แหละความน่ากลัว ถ้ายังไม่ได้ลงทุนวันนี้ ไม่มี Compound Interest เข้ามา ชีวิตในอนาคตน่ากลัวมาก ๆ

ในวันนี้กับสังคมไทยสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากเรื่องของการเงินคือเรื่องอะไร ?

ออฟโรด: เรื่องของความเหลื่อมล้ำในบ้านเรา ค่อนข้างที่จะน่ากลัวขึ้นทุก ๆ วัน เพราะมี Gap ที่กว้างขึ้นเยอะ ในเรื่องของ Data ที่ส่งไปไม่ถึง คนอาจจะเสพได้มากขึ้น แต่บางสิ่งบางอย่างมีข้อมูลที่เร็ว ข้อมูลที่ช้า บางทีการส่งไปสู่สิ่งนั้น ไม่เท่าเทียม

การเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย เล่าให้ฟังหน่อยว่าก้าวแรกที่กล้าท้าทายตัวเอง เริ่มต้นจากตรงไหน ?

ออฟโรด: เชื่อ Mindset ที่ดีจะทำชีวิตให้ดีขึ้น การที่จะ Beyond ขึ้นกว่าตัวเองในอดีต ต้องกล้าที่จะทำ ก้าวผ่านความกลัว ผมกลัวมาก เพราะเป็น Perfectionist มาก ๆ การที่จะไปทำอะไรที่ไม่ได้เก่งต่อหน้าคนเยอะ ๆ ผมไม่อยากทำรู้สึกเขินอาย แต่วันใดที่ต้องสู้ เราไม่มีทางเลือกมากก็จะทำให้กล้าที่จะลองทำ ลองสู้กับมัน พออยู่ได้รางวัลของสิ่งนั้นคุ้มค่ามากจริง ๆ หมายถึงการทำธุรกิจสักอย่างก็เสี่ยงมาก หรือการที่จะทำอะไรที่รู้สึกว่าตัวเองไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน แต่ทำแล้วสำเร็จ จะรู้สึกดีใจมากและ Fulfill ครับ

จากคนที่เคยกลัวจนไม่กล้าลงมือทำ อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กรอบความคิดค่อย ๆ เปลี่ยน และคุณผ่าน Step ไหนมาบ้างกว่าจะกล้าได้ขนาดนี้ ?

ออฟโรด: Step คือคนรอบข้าง บางสิ่งบางอย่างกลัวมาก ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ด้วยซ้ำ แต่คนอื่นเชื่อมั่นตัวผมในวันที่ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเอง สิ่งนี้ Lead ให้คนอื่นยังเชื่อมั่นในตัวเรา ทำไมเราถึงจะไม่เชื่อมั่น เราทำได้ เราทำได้ สิ่งนี้เหมือนหลอมให้ทำแล้วทำได้จริง ๆ คือ Mindset การที่ Manifest ตัวเอง ฉันทำได้ ฉันทำได้ แต่ Manifest ไม่ได้แค่คิด แต่ต้องทำด้วยอาศัยการฝึกฝน เพราะทุกครั้งในอดีตที่ขึ้นเวทีก็ต้องมีความกลัว มีคำถามสิ่งนี้ตลอดการทำงานใน 5 ปีที่ผ่านมา ตัวผมค่อนข้างโดนเปรียบเทียบเยอะ เพราะว่าคู่ Partner ของผมค่อนข้างที่จะเก่งมาก ๆ ในด้านนี้ แล้วผมอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็น Comment หรือว่าอะไร เราจะรู้ตัวเองอยู่กับความเป็นจริง แต่สิ่งนั้นบางอย่างก็ทำให้รู้สึกแย่ แต่ทำให้เปลี่ยนโฟกัสตัวเองใหม่ ทำไมต้องไปเทียบกับคนอื่น ไปเทียบกับเขาทำไม ทำไมไม่เทียบกับตัวเองในอดีตว่าที่ผ่านมาเก่งขึ้นไหม เราพัฒนาอยู่ ผมเชื่อว่าถ้าทำไปทุกวัน คนเราจะสามารถเก่งขึ้นได้

เสียงเปรียบเทียบจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือ Partner อะไรคือคำพูดที่ได้ยินแล้วสะกิดใจที่สุด จนต้องดึงสติกลับมาอยู่กับความเป็นจริง ?

ออฟโรด: เรื่องของความสามารถในการร้อง การเต้น เป็นสิ่งที่โดนมาตลอด มีโดนพูดว่าเป็นตัว Nerf ความสามารถของคู่ผม คำนี้เป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยบอกว่าคุณต้องด้อยความสามารถตัวเองเพื่อเท่าผม ไม่เคยพูดคำนี้ ผมมีแต่เอาตัวเอง Push ให้เท่าเขา หมายถึงว่า ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนเขา แต่เก่งในแบบของตัวเอง สิ่งที่ยากถามกับตัวเองว่ากลัวไหม ผมกลัว แต่อยากทำให้ได้เหมือนกันครับ

มองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกอะไรคือการเปลี่ยนแปลงที่ชัดที่สุดที่คุณทั้งคู่เห็นในตัวของกันและกัน?

ออฟโรด: เยอะมากครับ เหมือนตอนแรก ๆ พี่ต้าห์อู๋เขาไม่ลงทุน ผมยัดสิ่งนี้ไปให้พี่ต้าห์อู๋ เรื่องการลงทุน จนทุกวันนี้ที่เขาเริ่มลงทุนผมก็ Happy ลงทุนได้ประสบความสำเร็จ นี่คือการซึมซับ เหมือนตัวเองเมื่อก่อนจะเป็นคนที่ Serious แล้วเครียดมากมองเป้าหมายอนาคตแล้วต้องมุ่งและพุ่งอย่างเดียว แต่เขาจะเป็นคนที่บอกว่า ระหว่างทางแวะมีความสุขได้ สมมุติจะเก็บเงินล้าน ไม่ต้องอดทุกอย่าง แวะซื้อน้ำอร่อยให้รางวัลตัวเองหน่อย รู้สึกว่าค่อนข้างเติมเต็มซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ในวันที่เห็นอีกคนหมดพลังหรือเริ่มสูญเสียความมั่นใจ ออฟโรดมีวิธีดูแลและเติมพลังใจให้เขายังไงบ้าง ?

ออฟโรด: สิ่งที่พี่ต้าห์อู๋ต้องการคือ กอด เขาเป็นคนที่ติด Skinship มาก วันไหนที่เขารู้สึกว่าเจอเรื่องแย่ ๆ มา แค่ไปกอดก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าเราอยู่ข้าง ๆ เขาในวันที่เขารู้สึกโดดเดี่ยว

ในทางกลับกันวันที่เราหมดพลังบ้าง ต้าห์อู๋ เข้ามาฮีลเรายังไง ?

ออฟโรด: ในทางกลับกัน การฮีลของเขาคือการปกป้อง การที่รู้สึกว่าโอเคเขาอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกัน หรือวันที่รู้สึกโดนคนอื่นมองไม่ดี มีสัมภาษณ์ว่า “ลองมาเต้น ลองมาร้องเพลงกับผมดู ก่อนที่จะไปดูถูกคนอื่น ออฟโรดทำได้นะ” คำที่ออกมาปกป้อง หรือแม้กระทั่งชมเพื่อน ชมความสามารถ แต่เขาจะคอยอยู่ข้าง ๆ รู้สึกว่าโอเค อย่ามาทำร้ายคนนี้ คือวิธี Healing ที่ผมรับรู้ได้แล้วก็รู้สึกขอบคุณเขามาตลอดครับ

เวลาที่มีเรื่องไม่เข้าใจหรือความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งสองคนมีวิธีปรับความเข้าใจกันยังไง เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน?

ออฟโรด: เรา 2 คนก็มี Activity ที่ชอบคล้าย ๆ กัน ทำสิ่งที่สนุก ๆ อย่างเช่น ไปดูหนัง ไปออกกำลังกายหรือว่าไปใช้ชีวิตง่าย ๆ ล่าสุดก็เพิ่งไปเชียงใหม่อยาก Social Detox ไปทำบุญ ไปไหว้พระ ผมเป็นคนที่หายไปแล้วแฟนคลับบอกว่าออฟโรดหายไปไหนจากโซเชียล ไม่แตะ ไม่จับโทรศัพท์ คนโทรมาก็รับช้าหน่อยแต่รับนะ แต่เขากลัวว่าจะเป็นอะไรไป

ช่วงเวลาที่หยุดเชื่อมต่อกับโลกภายนอกช่วยให้คุณได้ยินเสียงในใจตัวเองยังไงบ้าง?

ออฟโรด: ได้คุยกับตัวเอง เหมือนรีวิวชีวิตตัวเองที่ผ่านมาในแบบความวุ่นวาย ชีวิตฉันคืออะไร ยังมี Passion เหมือนเดิมไหม เป้าหมายเหมือนเดิมหรือเปล่า เหมือนการที่ได้รีวิวควรจะต้องยังไงต่อไป ผมจะ Social Detox ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่า วันนี้อยาก Healing ตัวเอง รับสิ่งอื่นมากเกินไปแล้ว กลัวสูญเสียความเป็นตัวเอง ก็จะเริ่ม Social Detox แล้วช่วงนี้ชอบมากไป Ice Bath คนเดียว ไปทีหนึ่ง 2-3 ชั่วโมง

จำได้ไหมว่าวันที่ลำบากที่สุดที่ยังอยู่ในใจเลยคือเหตุการณ์อะไรที่เข้ามาในหัว ?

ออฟโรด: การที่ผมขายแหนม ผมทอดแหนมปลากรายใส่กล่องโฟมที่หาดใหญ่ เดินน่าจะ 10 กิโลไปกับแม่ที่อุ้มน้อง เดินไปขายแหนมถือกล่องโฟมนั้น “เอาแหนมไหมครับ” จนเหนื่อย พอไปตั้งก็มีคนมาช่วยซื้อ รู้สึกว่าเหมือนคนที่ขายดอกไม้แล้วข้างทาง แล้วเราสงสารเขา ผมเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน ความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธกลับมา “ไม่เอาครับ” ผมคือคน ๆ นั้นมาก่อนโดนปฏิเสธ โดนญาติพี่น้องดูถูก เอายายมาปล่อยด้วย ยายผมเป็นอัลไซเมอร์ อยู่ตรงข้ามบ้านกัน คนไม่อยากเลี้ยงอยู่แล้ว รำคาญ ก็เอายายมาให้แม่ผมเลี้ยง แล้วก็บอกว่า “เอาเชื้อโรคมาฝาก” อยู่กับการโดนดูถูกที่ว่า “สอบมหาลัยไม่ติดหรอก ชีวิตแกอยู่แค่นี้เหรอ” ผมอยู่กับความลำบาก ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนบ้านผมเคยช่วยเหลือจุนเจือเขามาตลอด ทำให้ผมคิดว่าสักวันหนึ่งจะทำสิ่งนี้ให้ครอบครัวสบายที่สุด

ตอนเด็ก ๆ ที่โดนคนปฏิเสธ เด็กคนนี้คุยกับตัวเองว่ายังไงเพื่อไม่ให้ร้องไห้ออกมา ?

ออฟโรด: ความรู้สึกของผมรู้สึกเสียใจไหมที่ปฏิเสธ ในช่วงแรก ๆ ที่ทำเสียใจ แต่พอไปเรื่อย ๆ โอเค ไม่เป็นไร ก็แค่ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ต้องมีคนที่ซื้อของเรา เหมือนเรียนรู้ว่า สมมุติเอาไปขายคนที่ไม่ได้หิว เขาก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว แล้วทำไมไม่ไปตรงที่เขาหิวข้าวกัน อย่างเช่น ที่เตะบอล ไปออกกำลังกายที่เหนื่อย ๆ แล้วก็ไปขายตรงนั้นไหม ได้เรียนรู้เหมือนได้ลงสนามอย่างแท้จริง เข้าใจหลักการในชีวิตและในวันนั้นที่ขายแหนมก็นำมาทานด้วย ตอนนั้นบ้านผมไม่ได้จะมีเงินไปซื้อของอย่างอื่นกิน บางทีแหนมเหลือ เราก็ไม่อยากจะขายของซ้ำ ก็กินแหนมปลากรายทอด หรือแหนมตุ้มเอามาผัดไข่ กินสิ่งนี้ประทังชีวิต แล้วรู้สึกเสียดายด้วยไม่อยากทิ้ง

ก้าวออกจากห้วงนั้นของชีวิตยังไงทั้งบ้านเลย ?

ออฟโรด: แม่ผมกับผมค่อนข้างที่จะตีกันเยอะ เพราะค่อนข้างกลัวแล้วก็ Conservative แต่ผมเข้าใจได้ว่าเขาเจออะไรมาก็เป็นคนแบบนี้ แม่ผมมีเท่านี้ก็จะกินเท่านี้ สมมุติมีเงิน 100 บาท ทำยังไงก็ได้ให้ฉันพอ แม้กระทั่งจะหิวก็ตาม แต่ผมรู้สึกว่าไม่พอ ก็ต้องหาเพิ่ม และผมเชื่อว่าโอกาสสำคัญมาก ผมจะไม่หยุดอยู่กับที่ คือแม่ผมอยากให้อยู่ ม.อ. หาดใหญ่ แต่รู้สึกว่าโอกาสของผมก็จะถูกตีกรอบให้เล็กมาก ผมก็ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองมาเรียนกรุงเทพฯ ก็กู้ กยศ เรียน เข้าไฟแนนซ์ เป็นประธานรุ่น มีกิจกรรมทำหมด อาจารย์มีให้ไปแข่งไฟแนนซ์ผมก็ไป ทำทุกอย่างให้ได้เจอคน

อยากให้คนนึกถึงคำว่าอะไรเวลาได้ยินชื่อ Offroad?

ออฟโรด: ความพยายาม ผมไม่เคยทิ้งความพยายาม ทุกวันนี้ผมมีความคิดว่าคนที่พยายามทำสิ่งใด ถ้าสมมุติทำไปเรื่อย ๆ จะเก่งขึ้น บางคนพยายามแล้วกดดันจะถึงวันที่รู้สึกว่า ทำไมทำไม่ได้ ก็จะรู้สึกนอยด์ตัวเอง เลิกไปในเส้นทางนี้ แต่ผมเป็นคนที่ทนกับสิ่งนี้ได้นาน เพราะพยายามแล้วรอไปในอนาคต เพราะผมเป็น Value Investor อดทนวันนี้เพื่อที่จะรวยในอนาคตได้ หลักการเดียวกัน ณ วันนี้อดทนให้คนดูถูกผมไปก่อน ในอนาคตก็จะพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นได้

ย้อนติดตามฉบับเต็มที่ WOODY TALK ช่องทาง Podcast : WOODY TALK , Facebook: Woody, Youtube: Woody เวลา 18.00 น.

#Offroad    #ออฟโรดกันตภณ

#WOODYTALK

คลิกชมย้อนหลัง