“โขม” ผู้กำกับแห่ง “จักรวาลขุนพันธ์” ปลุกขลังเวทย์บทใหม่ใน “เสือ”

“โขม” ผู้กำกับแห่ง “จักรวาลขุนพันธ์” ปลุกขลังเวทย์บทใหม่ใน “เสือ”

ที่มาของโปรเจกต์ใหม่จาก “จักรวาลขุนพันธ์” นี้คือ โจทย์ของ “เสือ” มันเกิดจาก “จักรวาลขุนพันธ์ 1-3” โดยคุยกับทาง “เสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ  ผู้อำนวยการสร้างบริหารสหมงคลฟิล์ม ในเรื่องของการปั้น ไอคอนิก (Iconic) ขึ้นมา แต่ก่อนหน้าตอนที่ทำขุนพันธ์ก็เกิดมาจากเห็นโมเดลแบทแมนตอนเด็ก พอทำหนังเลยอยากจะมีแบบนั้นบ้าง แต่ไม่ถึงกับเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ทว่ามีความแฟนตาซีอยู่ในโปรเจกต์และความดุดันจริงจังจึงเกิดการเซตอัปขุนพันธ์ขึ้นในฝั่งตำรวจ รูปแบบคาแร็กเตอร์ก็คือดุเดือดเถรตรงสไตล์ขุนพันธ์ แต่พอมาเป็นฝั่งของโจร ที่ต้องเล่าถึงฝั่งเสือ จะมีความสนุกกว่า ไม่ตึงเท่ากับตอนทำขุนพันธ์ และไม่ต้องเคร่งเครียด มีความรีแลกซ์ ทำให้เกิดไอคอนิกฝั่งเสือ คราวนี้มาฟังบทสัมภาษณ์ “โขม-ก้องเกียรติ” โขมศิริ” ผู้กำกับมือฉมังที่ปลุก 4 เสือขึ้นมา

ทำไมถึงเลือกเสือ 4 ตัวมารวมก่อนจะทำภาคแยกทีละคน

จริง ๆ พอสี่คนมาเจอกันมันยากมากในการเขียนบท แต่มันมีความสนุกกับไดเร็กชันของการมาเจอกัน ปะทะกัน สี่เสือ สี่คน สี่ทิศ พอมันเป็นโจร เป็นผู้ร้าย มันไม่มีความตรงไปตรงมาแบบขุนพันธ์ จะหักหลังกันเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อมันเข้ามาเจอกัน มันมีความอีนุงตุงนัง เหมือนลมที่มันมาเวลามีคลื่นในทะเล จุดที่มันเป็นเกาะแก่งแล้วมีคลื่น จุดนั้นจะแปรปรวนที่สุด เราเห็นความสนุกที่จะเกิดขึ้นตรงนี้ เลยอยากทำอันนี้ก่อน แล้วเดี๋ยวเรื่องภาคแยกเราค่อยว่ากัน เราได้เห็น “เสือ” ทุกตัวมาแล้วใน “ขุนพันธ์” เข้าใจในมิชชันของเขา แต่ยังไม่เคยมีมุมของเสือจริง ๆ ว่าแต่ละคนมันคิดอะไร เรารู้แล้วว่าเขามีอาคมอะไรกัน มีคาแร็กเตอร์ยังไง กระสุนคตโคตรเวอร์เลย ก็ต้องทำใจเพราะเป็นหนังที่เต็มไปด้วยอาคม มีความแอ็กชัน แฟนตาซี หวือหวา เพราะเราพยายามให้เป็นแบบนั้น มันเลยไม่ได้อยู่บนเงื่อนไขของความเป็นเรียลลิสติกเท่าไหร่ มันสนุกและฟรีฟอร์ม

ระหว่างทำขุนพันธ์ มันมีคิดไว้อยู่แล้วว่าจะทำอะไรสักอย่างกับเสือ และหลายคนเคยพูดว่าน่าจะมีฝั่งเสือบ้าง พอเรามีขุนพันธ์เป็นจุดสตาร์ต มันก็มีกระบวนการวางแผนมาประมาณหนึ่ง และได้เห็นแต่ละตัวแยกมาบ้างแล้วในขุนพันธ์ พอมาเรื่องเสือ มันเหมือนรวมฮิต รวมดาว เรารู้สึกว่ามันมีความมหรสพแบบที่เราชอบ รวมมิตรสี่คนมาเจอกัน เคมีของของ “พี่โอ้-พี่เวียร์-พี่เป้-พี่โน่” เราคุ้นเคยกับคาแร็กเตอร์เหล่านี้ พอคนทำงานมันคุ้นเคยกับตัวละคร มันก็จะวิ่งอยู่ในหัวอยู่เรื่อย ๆ คราวนี้มันมีโอกาสก็คุยกับทาง “คุณโอ๋ สหมงคลฟิล์ม” (จาตุศม เตชะรัตนประเสริฐ – โปรดิวเซอร์) ว่าทำเรื่องเสือเลยไหม ทำฝั่งโจร ในตอนแรกบทภาพยนตร์มันถูกเขียนขึ้นมาหลายเวอร์ชันมาก เพราะเรายังหาทิศทางที่มันจะบาลานซ์ตัวละครสี่คนแบบไหน มันตกหล่นไม่ได้สี่เส้นนี้ มันต้องมีแอร์ไทม์ พื้นที่ บทบาท แม้กระทั่งความลึกของตัวละครที่มันจำเป็นต้องต้องบาลานซ์กันให้ได้ เลยต้องคลำหากัน บทมันเลยใช้เวลา

พอยต์ของมันคือมันต้องกวน ๆ พอมันเป็นคาแร็กเตอร์โจร อย่างที่บอกมันสนุกได้ ฟรีฟอร์ม หนังบ้านเราชอบโดนปัดเรตกลายเป็นซิกเนเจอร์ว่ารุนแรง เพราะฉะนั้นเลยพยายามทำหนังให้มันรุนแรงชนิดที่เด็กดูได้ เราอยากให้น้องวัยรุ่นดู ทิศทางของหนังก็จะมีทั้งความมันส์และบันเทิง วัยรุ่นอะดรีนาลินหลั่งแน่นอน

มีพระเอกถึง 4 คน การบาลานซ์สัดส่วนยากแค่ไหน

ความยากมันอยู่ที่น้ำหนักในบท เราแก้กันหลายร่างอยู่เพราะว่าแต่ละก๊กมารวมกันมันมีหลายโมเมนต์ เราจะจัดการยังไงภายในหนังสองชั่วโมงกว่า เราอยากให้คนดูเชื่อได้ว่านี่คือแพ็ก ฉะนั้นบาลานซ์ของมันจึงสำคัญ แน่นอนพระเอก 4 คนประสบการณ์มากมาย ต้องแชร์พื้นที่และมิติของการเดินเรื่องไปด้วยกันให้ดี

เราถูกสอนมาบ่อยแหละว่าความยากของหนังรวมสตาร์ถ้ากำกับไม่ดีเขาจะแข่งกันเด่น เหมือนพยายามตะโกนใส่กัน ถ้าภาษาดนตรีเขาเรียกว่าไม่ฮาร์โมนิก ไม่เกิดการประสานกัน แต่ข้อดีของเรื่องนี้ทุกคนเปล่งแสง เขามืออาชีพมันเลยมีเมจิกโมเมนต์ มีพลังงานในเวลาที่เขาเล่นนอกบท คิวหลุดออกไปจากที่ซ้อม แต่เขาอิมโพรไวส์ออกมาทันกัน ไม่มีเงอะงะ เขารวมกันแล้วบาลานซ์กันเองได้ดี ไม่ได้พยายามเล่นจนคาแร็กเตอร์ขโมยซีนกันเอง แต่มันดันกลมกล่อมอยู่ในเรื่องนี้

ยกทีม “ขุนพันธ์” มาทั้งทีมเดิมเลยใช่ไหม

ใช่ บรรยากาศเรื่องนี้มันมีความรียูเนียนบางอย่าง แล้วมันสนุกไง ทีมงานกองถ่ายมันก็เหนื่อยทุกคนแหละ แต่เราเหนื่อยแบบคนวิ่งเป็น มันถูกวางแผนเอาไว้แล้ว และต้องทำงานกับสิบสองชั่วโมงต่อวัน

เราทำงานกับทาง “พี่ท็อป” (วีระพล ภูมาตย์ฝน) ผู้กำกับคิวบู๊ เราทำงานกันมาหลายเรื่อง ขุนพันธ์ก็ทำมาทุกภาค พอมาเรื่องนี้เขาจับคาแร็กเตอร์ได้แล้วเขาก็สนุกเวลาเขาคิดคิว ตัวพี่ท็อปเขามีความเป็นไดเรกเตอร์ เขาเข้าใจตัวละคร เข้าใจสถานการณ์ แอ็กชันไหนมันลึกลับ แอ็กชันไหนให้อารมณ์ไหน เราก็จะบรีฟคุยกันก่อน พอทำงานเรื่องบทก็เปิดกว้างเพื่อให้เขาไปดีไซน์มา พอเปิดทางพี่ท็อปก็จะใส่ลูกเล่นใหม่ๆ  บางทีเราไม่รู้หรอกว่าสเปเชียลลิสต์ในแง่คิวแอ็กชันทริกไหนพิเศษยังไง พี่ท็อปเขาก็จะไปเวิร์กชอปและถ่ายทำร่วมกับสตันต์มาให้ดูในระดับหนึ่ง ตัวเวิร์กชอปมันมีค่ามาก เพราะจะถูกเอามาเป็นต้นแบบในการทำงานแง่ของการดีไซน์แอ็กชัน เราก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดกันในการเพิ่ม ลด เติมลงไปเพื่อให้แอ็กชันมันชัดขึ้นตรงกับคาแร็กเตอร์ ส่วนใหญ่หลัก ๆ เราทำการบ้านกันสี่ฝ่ายคือผู้กำกับ, ผู้กำกับคิวบู๊, ทีมตากล้อง และผู้ช่วยผู้กำกับ และสำหรับเรื่องนี้แอ็กชันมันเยอะ ต้องมีการบาลานซ์กันว่าแอ็กชันไหนน้อย แอ็กชันช่วงไหนต้องมาก เป็นไซซ์ A B C

เรามีเมจิกไดเรกเตอร์ที่เข้าใจบริบทของ “ขึก” (สิทธิชัย สิงหฬ – Magic Director) ก่อน ขึกมีประโยชน์มาก เมื่อก่อนเราจะเรียกอำกันเล่นว่าเมจิกไดเรกเตอร์ ทำมาตั้งแต่ “ลองของ” (2548) เราเพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันมีตำแหน่งนี้จริงในอินโดฯ ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตำแหน่งนี้ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น กองถ่ายเจอผี ขึกก็จะไล่ผีได้ หลายกองใช้บริการแล้วได้ผลจริงว่าเขาถ่ายกันไม่ได้ ยกกอง ผีดุ อาจารย์ขึกก็จะไปจัดการ หาวิธีไล่ผีได้จริง มีความรู้อย่างเข้มข้นละเอียดในแง่ของคาถาอาคมอักขระโบราณอะไรทั้งหลายทั้งแหล่เหล่านี้ พระเครื่อง ในสายจอมเวทเขามีความรู้ เราให้โจทย์ไป เขาก็ไปหาข้อมูลเหมือนเป็นทีมรีเซิร์ช แล้วพวกการท่องมนตร์เราต้องการใช้สั้น ๆ ในทางหนัง แต่มนตร์มายาว ขึกก็มีหน้าที่ติวให้ทุกคนว่าพูดยังไงตรงไหนได้บ้าง อยู่หน้าเซตก็คอยฟังว่าพูดผิดไหม ท่าทางกระทืบเท้า การไหว้เตรียมท่องมันต้องยังไง เพราะมันจะมั่วไม่ได้คนดูเขามีความรู้ อย่างมนตร์ที่เคยเอามาใช้ “นะ โม พุท ธา ยะ” ของ “เสือใบ” หรือ “วา โธ โน อะ มะ มะ วา วา” ของ “เสือฝ้าย” พวกนี้ก็จริง มีมนตร์ต่างถิ่นอีก ใครจะไปหาได้ เซิร์ชกูเกิลก็ไม่เจอ ก็มีขึกที่แหละที่ต้องไปหาสอน หาความหมายมา เขาทำงานสายเวท แล้วหนังมีเวทก็ต้องพึ่งพาเขา เขาจบนิเทศฯ มา ทำหนังกันมา ในทางของหนังเขาก็จะรู้ด้วยว่าตรงไหนถึงจะเหมาะในทิศทางของหนัง บางทีถ้าเราเอาหมอผีจริงมา มันก็จะไม่ได้แง่ของทางหนังที่ต้องการ

เสื้อผ้าก็ยังเป็น “บั๊วะ” (นิรชรา วรรณาลัย – ออกแบบเครื่องแต่งกาย รางวัลสุพรรณหงส์) ยังไงก็ต้องเป็นบั๊วะ เพราะทำมาทุกภาคของขุนพันธ์ โปรดักชันดีไซน์คือ “พี่เดอ” (ธนะ เมฆาอัมพุท – ออกแบบงานสร้าง รางวัลสุพรรณหงส์) ทุกคนยังเป็นเซตอัปเดิมที่ทำขุนพันธ์ ถ้าชุดทำงานเดิมในการทำงาน มันจะสนุกและง่ายต่อการเข้าใจในเรื่องของยุค เรื่องของความต้องการในฉากนั้น โดยไม่ต้องมานั่งนับหนึ่งรีเซิร์ชกันใหม่

เรื่องราวของ “เสือ”

จุดเริ่มต้นอยู่ในช่วงกำลังจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นญี่ปุ่นต้องเคลื่อนกำลังพลผ่านไทยหวังใช้ไทยเป็นจุดพัก ญี่ปุ่นมีสินทรัพย์ที่เป็นทองให้ไว้กับประเทศสยาม แล้วทองมันหายไปเกือบครึ่งโดยจับมือใครดมไม่ได้ แล้วยุคนั้นเป็นยุคที่ “เสือ” เบ่งบาน ใคร ๆ ก็กลายเป็นโจร เป็นเสือ คุมแก๊งนั้น หัวเมืองโน้น ตามถิ่นของใครของมันเต็มไปหมด เป็นยุคที่เรียกว่ารัฐบาลประกาศสงครามกับเหล่าอาชญากรเพื่อไล่ล่าเหตุผลที่ทองมันหายไป รัฐบาลเลยใช้เหตุผลนี้โดยการออกล้างบางเสือ ประกาศขึ้นค่าหัว

โดยมีทีมหลักของกลุ่มนักล่าที่เหมือนหมาล่าเนื้อก็คือทีมของ “หลวงประสาน” ที่ “ท่านจอมพล” ฝั่งรัฐบาลใช้เป็นอาวุธในการไล่ล่าเสือ สมัยนั้นเสือมีค่าหัว 20 บาท 50 บาท แต่จะมี 4 คน ที่ 500 บาท แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีนกต่อมาจ้าง “เสือใบ” มาจัดการจอมพลด้วยค่าหัว 1 ล้านบาท แต่ “เสือมเหศวร” ตามมาจนได้กลิ่นก็อยากจะได้เงินนี้ด้วย ส่วน “เสือดำ” มันก็มีเหตุผลของมันที่อยากได้เงิน พอถึงจุดที่ต้องสังหารจอมพล จอมพลดันฉลาดกว่า จ้าง “เสือฝ้าย” มาอยู่ฝั่งตัวเอง เป็นคนคุ้มกันตัวเอง เสือแต่ละตัวมันเลยมาเจอกันด้วยมุมที่แตกต่างกันเพื่อเงิน 1 ล้านบาท

เรายังจะได้เห็นการต่อสู้ของ “เสือ” เหมือนใน “ขุนพันธ์” ไหม

ดีไซน์ของแอ็กชันมันถูกคิดโดยรองรับคำว่า “เสือมันฟรีฟอร์ม” มันต้องมีลีลาอะไรบางอย่างที่มันกวน ๆ มากขึ้น ไม่ใช่แค่ดุอย่างเดียว ต้องมีจังหวะผ่อนหนักผ่อนเบา ถามว่ามันใหม่กว่าเดิม ใหญ่กว่าเดิมไหม เราว่ามันสนุก เพราะความเป็นเสือนี่แหละ อย่างที่บอกมันคนละเงื่อนไข มันอยู่ในท่าทีเดียวกันกับขุนพันธ์ไม่ได้ทั้งหมด การดีไซน์แอ็กชันมันเลยไม่เหมือนกัน เหมือนเราไปดู “สไปเดอร์แมน” ลีลาหนังมันวัยรุ่นไฮสคูล จังหวะหรือบีตของหนังมันก็ตามคาแร็กเตอร์

ความสนุกของไดเร็กชันงานกำกับ การต่อสู้ด้วยมนตร์กับแอ็กชัน มันถูกทำรองรับเหตุผลของคาแร็กเตอร์เอาไว้หมดแล้ว เช่น ลีลาความเจ้าชู้ของ “เสือใบ” จะใช้ภาพตอนกระสุนคตมันคดเคี้ยวไล่ล่ายังไง “มเหศวร” แคล้วคลาด ชุดพลังและอาวุธ และการอมพระมเหศวรหลบพลิ้วไหวไหลลื่นได้ถึงขนาดไหน วันนี้แต่ละคาแร็กเตอร์มันแข็งแรงแล้ว เรื่องพวกนี้มันก็เลยอยู่ในหัวเรามาตลอด