“เอเดรียน” สร้างปีศาจจำแลงในรูปบุคคลที่คุณปรารถนา

“เอเดรียน” สร้างปีศาจจำแลงในรูปบุคคลที่คุณปรารถนา

“LEVITICUS รักร้ายกลายร่าง” ภาพยนตร์ที่กํากับโดย Adrian Chiarella เอเดรียน เชียเรลลา  เป็นเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นชายสองคนต้องเอาชีวิตรอดจากสิ่งลี้ลับอันตรายซึ่งมาในร่างของคนที่ทั้งสองปรารถนามากที่สุด – นั่นคือพวกเขาเอง

การพูดคุยกับนักเขียน/ผู้กํากับ เอเดรียน เชียเรลลา 

ความสดใหม่เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้คือ โจ เบิร์ด (Joe Bird) และ สเตซี่ คลอเซน

(Stacy Clausen) ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนรุ่นใหม่ที่แท้จริงที่กําลังค้นพบตัวเอง

และความปรารถนาข้างในตัวตน อะไรที่ทําให้คุณมั่นใจว่าพวกเขาคือนักแสดงที่เพ

อร์เฟกต์สําหรับบทบาทเหล่านี้ในระหว่างกระบวนการออดิชั่น?

เอเดรียน เชียเรลลา: ตอนที่ผมเริ่มโปรเจกต์นี้ ผมรู้ตั้งแต่แรกเลยว่าผมต้องการ

คัดเลือกนักแสดงที่ให้ความรู้สึกว่าอายุเท่ากับตัวละครจริง ๆ ถ้าเราคัดเลือกผู้ใหญ่มา

เล่นเป็นตัวละครเหล่านี้ มันจะเหมือนเป็นการปล่อยให้ผู้ชมหลุดพ้นจากความรู้สึกร่วม

ไปหน่อยในแง่ของอันตรายและความบอบชํ้าทางจิตใจลึกซึ้งที่ตัวละครกําลังเผชิญ

อยู่

แน่นอนว่าเราต้องการถ่ายทอดสิ่งนี้อย่างรับผิดชอบและคัดเลือกนักแสดงที่รู้สึก

เหมือนว่าพวกเขาเป็นวัยรุ่นจริง ๆ แต่ก็มีความโตพอที่จะรับมือกับเนื้อหาได้ ซึ่งเป็น

ช่วงอายุที่แคบมากคือระหว่าง 18 ถึง 20 ปี เมื่อคุณคัดเลือกนักแสดงในช่วงอายุนั้้น

บ่อยครั้้งที่คุณจะเจอนักแสดงที่มีประสบการณ์น้อยจนคุณไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะแบก

รับภาพยนตร์เรื่องนี้สําหรับการถ่ายทํา 30 วันได้ไหม หรือไม่คุณก็จะได้นักแสดงที่

ผ่านการฝึกฝนมามากเกินไปหน่อยและดู… เล่นใหญ่เกินไป

ผมได้ดูเรื่อง Talk to Me ตอนที่มันเข้าฉาย ซึ่งน่าจะประมาณสี่ปีที่แล้วตอนนี้ และผม

ทึ่งกับโจมากในฐานะนักแสดงรุ่นเยาว์ แต่ผมไม่เคยคิดถึงเขาสําหรับบทนี้เลยเพราะ

เขายังเด็กมาก เขาอายุแค่ประมาณ 14 ปีเองตอนที่เขาเล่นหนังเรื่องนั้้น ผมเดาว่าผม

คงลืมไปว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นใช้เวลานานในการสร้างและเด็ก ๆ ก็โตเร็วมาก! พอถึง

ตอนที่ผมได้ดูเทปออดิชั่นของโจ มันก็ให้ความรู้สึกใช่ในหัวของผมทันที เขารู้สึก

เหมือนเป็นเด็กธรรมดา ๆ ที่กําลังผ่านเรื่องราวทุกอย่าง – ทั้งเรื่องดีและร้ายที่

วัยรุ่นต้องเจอในชีวิตประจําวันของพวกเขา และทั้งหมดปรากฏให้เห็นในเวลา

เพียงไม่กี่วินาทีแรกของการออดิชั่น

ส่วนตัวละครของสเตซี่ คือไรอัน (Ryan) เราต้องหาคนที่จะสามารถแสดงสอง

บทบาทในคนเดียวได้ เขาต้องเล่นเป็นสัตว์ประหลาด แต่เขาก็จําเป็นต้องเล่น

เป็นผู้ชายที่ซื่อสัตย์และเข้าถึงง่ายด้วย

การออดิชั่นของสเตซี่แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถควบคุมพื้นที่ทั้งสองแบบนั้นได้ และ

สามารถพลิกจากบทบาทหนึ่งไปยังอีกบทบาทหนึ่งได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย จาก

นั้นผมจึงทําเวิร์กชอปการคัดเลือกนักแสดงสําหรับการเรียกตัวกลับ (callbacks) ผม

ไม่ค่อยชอบการคัดเลือกนักแสดงประเภทที่ผู้คนแค่เดินเข้ามา ยืนตรงนั้น แสดงเป็น

เวลาห้านาที แล้วก็เดินออกจากห้องไป

ผมพานักแสดงรุ่นเยาว์มาประมาณหนึ่งโหล และเราใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในการทดลอง

แสดงในฉากต่าง ๆ บางฉากเป็นฉากที่อยู่ในภาพยนตร์ บางฉากก็ไม่ได้อยู่ใน

ภาพยนตร์ ซึ่งเป็นแค่ไอเดียคร่าว ๆ ที่ผมเคยมีในช่วงแรกของกระบวนการเขียนบท

ผมแค่ต้องการดูว่านักแสดงนําไอเดียอะไรมานําเสนอบ้าง

และมันก็ชัดเจนทันทีในกระบวนการนั้นว่าโจและสเตซี่เคมีเข้ากันอย่างปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งสามารถแบกรับหัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ได้

กลุ่มคน LGBTQ+ — โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเมืองเล็ก ๆ เหมือนเมืองที่เราเห็นตัว

ละครหลักอาศัยอยู่ มักจะเติบโตมาพร้อมกับความรู้สึกว่าถูกตราหน้าว่าเป็น

ปีศาจ Leviticus ดํารงอยู่ในทําเนียบของภาพยนตร์ขนบแนว (genre films) ที่

เล่นกับชุดความคิดเรื่อง “ความเป็นเควียร์ที่น่ากลัว” (monstrous queerness)

ไอเดียที่ว่า “ความแตกต่าง” ของคนกลุ่มเควียร์มักถูกมองว่าผิดปกติหรือ

เป็นตัวร้าย คุณช่วยพูดถึงการทวงคืนแนวคิดนี้ใน Leviticus หน่อยได้ไหม?

เอเดรียน: มันตลกดีนะ—ผมรู้สึกว่านานมาแล้วที่ภาพยนตร์แนวสยองขวัญทําหน้าที่

เป็นเหมือนรหัสลับในหมู่คนเควียร์ พวกเราถูกดึงดูดเข้าหาภาพยนตร์สยองขวัญเพราะ

เราไม่ได้กําลังดูแค่ฮีโร่ในภาพยนตร์เหล่านี้โดนคุกคามโดยสัตว์ประหลาดเท่านั้น

แต่มันยังมีความรู้สึกร่วมถึงความหมายของการเป็นสัตว์ประหลาดด้วย

ความหมายของการถูกตราหน้าว่าเป็นปีศาจ และการถูกผลักไปอยู่ชายขอบของสังคม

เหตุผลส่วนใหญ่ที่ผมสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะมีนักเล่าเรื่องเควียร์มากมาย

ในประวัติศาสตร์ คนอย่าง แมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) และ เจมส์ เวล (James

Whale) ที่ใช้ภาพยนตร์แนวนี้เป็นเหมือนรหัสเพื่อพูดถึงประสบการณ์ของคนเควียร์

ผมต้องการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อทวงคืนพื้นที่ส่วนนั้นกลับมามากมาย

นอกจากนี้ผมยังชอบที่ภาพยนตร์สยองขวัญนั้นมีความรู้สึกที่จับต้องได้อย่าง

ชัดเจน (visceral) คุณรู้สึกถึงมันในร่างกายของคุณจริง ๆ คุณสะดุ้งตกใจจนตัว

ลอยจากเก้าอี้ในบางครั้ง และมีบางอย่างเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่สามารถทรงพลังได้

ขนาดนั้นเมื่อมันส่งผลกระทบต่อคุณในระดับความรู้สึกทางกายภาพ แล้วจากนั้นมันจึง

ทํางานต่อไปยังสมองของคุณ

ต่อจากประเด็นนั้น ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงการบําบัดเพื่อเปลี่ยนสถานะทาง

เพศ (conversion therapy) ความสยองขวัญที่เรียลยิ่งกว่าความเป็นจริง เป็นตัวผลักดันความน่ากลัวเหนือธรรมชาติในภาพยนตร์เรื่องนี้้ คุณช่วยพูดถึงการใช้แนวทางภาพยนตร์

(genre)

สร้างมุมมองการเล่าเรื่องที่มีประสิทธิภาพในการเล่าประเด็นที่ปัจจุบันและสําคัญอย่างเช่นความปลอดภัยของกลุ่มคน LGBTQ+ ทั่วโลกหน่อยได้ไหม?

เอเดรียน: ผมหลงใหลในภาพยนตร์สยองขวัญมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ผมจําได้ว่าแอบ

ลงมาที่ห้องนั่งเล่นเพื่อดู Nightmare on Elm Street หรือ Halloween และผมคิดว่า

เมื่อผมโตขึ้นเท่านั้นผมถึงเข้าใจว่าภาพยนตร์สยองขวัญคืออะไรกันแน่ มันเป็นเรื่อง

เกี่ยวกับสัตว์ประหลาดในโลกที่กําลังคุกคามตัวละคร และสัตว์ประหลาดนั้นก็กลายมา

เป็นตัวแทนของบางสิ่งบางอย่าง โดยปกติแล้วมันมักจะถูกใช้เพื่อเป็นตัวแทนของรูป

แบบบางอย่างของความบอบชํ้าทางจิตใจที่เกิดขึ้นจริง

ตอนที่ผมลงมือสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการบําบัดเพื่อ

เปลี่ยนรสนิยมทางเพศในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป ไม่ใช่แค่ในวัฒนธรรมตะวันตก

และวัฒนธรรมคริสเตียนเท่านั้น แต่ในวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั่วโลก และผมคิดว่า นั่นฟัง

ดูเหมือนภาพยนตร์สยองขวัญในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่ถ้าผมจะทําสิ่งนี้จริง ๆ สัตว์

ประหลาดคืออะไรล่ะ? อะไรคือสัตว์ประหลาดที่รวบรวมความกลัวนี้เอาไว้ และ

มันมีหน้าตาเป็นอย่างไร และมันทํางานอย่างไร?

ผ่านการฝึกฝนการเขียนแบบดั้งเดิมที่ดีมากมาย การเขียนแบบปล่อยความคิดไหลลื่น

(free-writing association) และการทดลองกับตัวละครที่แตกต่างกัน จนผมมา

ลงเอยที่ไอเดียของสัตว์ประหลาดที่จําแลงกายมาในรูปร่างของบุคคลที่คุณปรารถนา

มากที่สุด ผมรู้ว่ามีบางอย่างในไอเดียนั้นเพราะมันสื่อถึงความกลัวในตัวละคร แต่มัน

ยังหมายความว่าหลังจากนั้นผมจะสามารถสํารวจความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมาก ๆ ได้ จะ

เกิดอะไรขึ้นถ้าคนในชีวิตจริงที่คุณอยากจะอยู่ด้วยและดันมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับสัตว์ประหลาดที่กําลังตามล่าคุณอยู่?

เอเดรียน เชียเรลลา เป็นนักเขียนบทและผู้กํากับที่ได้รับรางวัล ซึ่งพํานักอยู่ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เอเดรียนเปิดตัวในฐานะผู้กํากับโทรทัศน์ด้วยตอนหนึ่งของซีรีส์แนวตลกดรามาทางช่อง Stan และ Sundance Now เรื่อง Totally Completely Fine (สร้างโดย Fremantle Media, ปี 2023) นําแสดงโดย โทมาซิน แม็คเคนซี (Thomasin McKenzie) ตามมาด้วยการที่เอเดรียนทําหน้าที่กํากับสองตอนในภาคที่สามของซีรีส์โทรทัศน์ยอดฮิตเรื่อง Five Bedrooms (สร้างโดย Hoodlum Entertainment/Paramount+) นอกจากนี้ในปี 2023 เอเดรียนยังได้เปิดตัวในฐานะผู้เขียนบทซีรีส์เป็นตอน ๆ โดยเขียนบทตอนเดี่ยวให้กับซีรีส์รวมเรื่องสั้น (anthology series) ของLingo Pictures เรื่อง Erotic Stories (SBS, Madeleine Gottlieb) ซีรีส์เรื่องนี้ซึ่งสํารวจเรื่องเพศ และความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างตัวละครที่มักจะถูกมองข้ามบนหน้าจอ ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์อย่างไม่เสื่อมคลาย รวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล AACTA Award ในสาขาซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยม และในปี 2025 เอเดรียนได้รับรางวัล AWGIE Award สําหรับซีรีส์โทรทัศน์จากตอน และ “Leviticus” เป็นภาพยนตร์ขนาดยาว (feature film) เรื่องแรกของเขา ที่นำแสดงโดย โจ เบิร์ด (Joe Bird), นาอิม (Naim)

โจ เบิร์ด เป็นนักแสดงรุ่นเยาว์ที่มีความสามารถอย่างปฏิเสธไม่ได้ ผู้ซึ่งได้รับการยอมรับจากนัก

วิจารณ์จากการแสดงของเขาในภาพยนตร์สยองขวัญสุดฮิตเรื่อง TALK TO ME ผลงานของโจ

ทําให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสาขาการแสดงของเยาวชนยอดเยี่ยมจาก Washington

DC Area Film Critics Association Awards และ San Diego Film Critics Society Awards

รวมถึงการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Australian Film Critics

Association Awards, Golden Scythe Horror Awards และ Sangria Chainsaw Awards

หนังสือพิมพ์ The New York Times เรียกโจว่า “น่าทึ่ง” และนิตยสาร Independent วิจารณ์การ

แสดงของโจไว้ว่าเป็น “การแสดงบนหน้าจอที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ ลินดา แบลร์ ในเรื่อง THE

EXORCIST” ในปี 2025 โจชนะรางวัล AACTA Young Stars National Casting Call

ผลงานบนหน้าจอของโจรวมถึงภาพยนตร์ขนาดยาวของออสเตรเลียเรื่อง RABBIT และซีซันที่สอง

ของซีรีส์ทางช่อง ABC ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่เรื่อง FIRST DAY โจยังได้ปรากฏตัว

ในภาพยนตร์สั้นที่ได้รับเสียงชื่นชมเรื่อง THE WORM ซึ่งเปิดตัวที่เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์

(Sundance Film Festival) ในปี 2026

ต่อไปโจจะปรากฏตัวในภาพยนตร์ภาคต่อของ วอร์วิก ธอร์นตัน (Warwick Thornton) เรื่อง

SWEET COUNTRY นั่นคือเรื่อง WOLFRAM ซึ่งมีการเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ระดับนานาชาติที่

เทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินปี 2026 (2026 Berlin Film Festival) นอกจากนี้เขาจะปรากฏตัวใน

ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ นิค แอนนาส (Nick Annas) เรื่อง CRASHOUT ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่าง LEVITICUS ถือเป็นบทบาทนักแสดงนําครั้งแรกของโจ

สเตซี่ คลอเซน (Stacy Clausen)

ไรอัน (Ryan)

สเตซี่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งใน 10 ดาวรุ่ง (10 Rising Stars) จากทั้งรางวัล AACTA และ

รางวัล Casting Guild of Australia ในปี 2025 รางวัลเหล่านี้ได้รับการตัดสินโดยผู้กํากับฝ่าย

คัดเลือกนักแสดงชื่อดัง อาทิ นิกกิ บาร์เร็ตต์ (ELVIS, THE POWER OF THE DOG, MAD MAX:

FURY ROAD), เธีย แมคเลียด (BETTER MAN, NEIGHBOURS) และ อานูชา ซาร์เคช (THE

NEW BOY, MYSTERY ROAD)

เคียงคู่ไปกับบทบาทที่สร้างชื่อเสียงของเขาใน LEVITICUS ผลงานล่าสุดของสเตซี่คือบทบาท

สมทบในภาพยนตร์ของ ฌอน ลาฮิฟฟ์ (Sean Lahiff) เรื่อง WOLF CREEK: LEGACY นอกจากนี้

เมื่อเร็ว ๆ นี้เขายังได้ถ่ายทําบทบาทสมทบในภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองของ

ภาพยนตร์ Netflix โดย ปีเตอร์ เบิร์ก (Peter Berg) เรื่อง THE MOSQUITO BOWL ร่วมกับ

นิโคลัส กาลิตซีน (Nicholas Galitzine) และ บิล สการ์สการ์ด (Bill Skarsgård) ผลงานอื่น ๆ ที่

กําลังจะมาถึงรวมถึงบทนําในภาพยนตร์ระทึกขวัญของ Netflix โดย รอน โอลเซน (Ron Olsen)

เรื่อง THRASH

บทบาทก่อนหน้านี้ของเขารวมถึงการแสดงที่สร้างชื่อเสียงในซีรีส์สําหรับเด็กที่ได้รับเสียงชื่นชม

เรื่อง CRAZY FUN PARK สเตซี่ยังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์แนวผจญภัยสําหรับครอบครัวสุด

ฮิตเรื่อง TRUE SPIRIT ซึ่งขึ้นถึงอันดับ 2 ในอันดับภาพยนตร์ระดับโลกของ Netflix นอกจากนี้สเต

ซี่ยังปรากฏตัวในซีรีส์ทางช่อง Stan เรื่อง SCRUBLANDS และซีส์ทางช่อง Binge เรื่อง HIGH COUNTRY

ชมตัวอย่างภาพยนตร์